แต่เดิมเพาะช่างได้รับพระราชทานนามจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ว่า “ โรงเรียนเพาะช่าง “ ในวาระที่ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงเรียนเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2456 อันสืบเนื่องมาจากงานเฉลิมพระชนมพรรษา

        ในการที่ “ โรงเรียนเพาะช่าง “ ได้รับพระราชทานกำเนิดจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 นั้นก็เพราะพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงห่วง ใยในศิลปะการช่างของไทยจะถูกอิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมต่างชาติ โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรมตะวันตกที่แพร่ หลายเข้าครอบงำอาจถึงคราวเสื่อมสูญได้ จึงมีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงศิลปะ การช่างของไทยให้พัฒนาถาวรสืบไป

        แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2448 กระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงธรรมการ ในสมัย นั้น ได้ก่อตั้งกองช่างแกะไม้ขึ้น เพื่อทำแม่พิมพ์ เป็นภาพประกอบแบบเรียนของกองแบบเรียน กระทรวงธรรมการ ประกอบด้วย ช่างเขียนและช่างแกะไม้

พ.ศ.2450 ยกฐานะกองช่างแกะไม้เป็นสโมสรช่างสโมสรสาขาหนึ่งในสมัคยาจารย์สมาคมใน กระทรวงธรรมการเริ่มรับนักเรียนฝึกหัดเป็นช่าง ทั้งสองประเภท นับเป็นการเริ่มต้นในการจัดการศึกษาทางด้านช่างศิลปหัตถกรรม

พ.ศ.2452 ได้ขยายกิจการของสโมสรช่าง โดยเพิ่มช่างปั้น ช่างกลึง และช่างประดับมุกขึ้นอีก

พ.ศ.2453 ได้เพิ่มแผนกวิชา ช่างถม อันประกอบด้วยฝ่ายขึ้นรูป การสลักลายและการลงน้ำยา ต่อมากระทรวงธรรมการ ต้องการฝึกหัดครูไปสอนในโรงเรียนต่าง ๆ ตามหลักสูตรใหม่สมัคยาจารย์สมาคม จึงโอนโรงเรียนเพาะช่าง พร้อมทั้งโรงงานช่าง ให้แก่กระทรวงธรรมการ เมื่อวันที่ 1 มกราคม


พ.ศ.2454 เปลี่ยนชื่อว่า “ โรงเรียนหัตถกรรมราชบูรณะ “ จัดเป็นโรงเรียนสอนวิชาพณิชยกรรมเกษตรกรรม และศิลปกรรมขึ้นเป็นครั้งแรกพระราชดำริในอันที่จะทรงทำนุบำรุงศิลปะการช่าง และหัตถกรรมไทยให้เจริญพัฒนา ถาวรของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ยังหากได้สำเร็จสมดังพระราชหฤทัยไม่ ด้วยเสด็จสวรรคตเสียก่อน

        ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงสืบทอดพระราชดำริของ สมเด็จพระบรมชนกนาถต่อมา ประจวบกับบรรดาข้าราชการในกระทรวงธรรมการ ได้เรี่ยไรกันสร้างอาคารเรียน 2 ชั้นขึ้น ในโรงเรียนหัตถกรรมราชบูรณะเป็นถาวรวัตถุอุทิศเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระปิยมหาราช ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารเรียน และพระราชทานว่า “โรงเรียนเพาะช่าง”

ในปี พ.ศ.2456 ได้เปลี่ยนแผนกวิชาช่างออกแบบอย่างก่อสร้างที่เปิดสอนมาแต่ พ.ศ.2455 เป็นแผนกสถาปัตยกรรม โรงเรียนเพาะช่างในสมัยแรก มีแผนกพิมพ์รูป แผนกช่างเขียน แผนกช่างปั้น แผนกช่างแกะ แผนกช่างถม แผนกช่างกลึง แผนกช่างไม้ และแผนกสถาปัตยกรรม นอกจากนี้ยังมีวิชาที่เรียน คือ วิชาภาพร่าง วิชาลายไทย วิชาลายฝรั่ง วิชาวาดเส้น วิชาเขียนพู่กัน วิชาช่างแบบอย่าง และวิชาเรขาคณิต

พ.ศ.2460 ความต้องการครูสอนวาดเขียนในโรงเรียนต่าง ๆ มีมากขึ้น โดยที่ยังไม่มีสถาบันใด ผลิตครูสอนสาขาวิชานี้ กระทรวงธรรมการจึงอนุมัติให้โรงเรียนเพาะช่างเปิดแผนกฝึกหัดครูขึ้นอีกแผนกหนึ่งคือ ประกาศนียบัตรครูวาดเขียนตรีและครูวาดเขียนโท มีหลักสูตรการเรียน 4 ปี

พ.ศ.2461 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย มาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียน เพาะช่าง จนกระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2465 ตลอดระยะเวลาที่ทรงรับราชการได้บริหารการ ศึกษาศิลปหัตถกรรม ของโรงเรียนเพาะช่างให้เจริญรุ่งเรืองเป็นอันมากได้รับความนิยมตั้งแต่พระมหากษัตริย์จน ถึงเจ้านาย ข้าราชการ และบุคคลทั่วไป ตลอดชาวต่างประเทศ ทรงจัดตั้งแผนกช่างทอง แผนกเจียระไนเพชร พลอย แผนกทำบล็อกสกรีน โดยเฉพาะเครื่องถม ได้ขยายวิธีการไปอย่างกว้างขวางจนเป็นที่แพร่หลาย เป็นที่รู้ จักมาจนถึงปัจจุบันคือ “ ถมจุฑาธุช “ ทรงจัดให้มีพิธีไหว้ครูช่างแบบอย่างโบราณขึ้นในโรงเรียนเพาะช่างเป็นครั้ง แรก เมื่อ พ.ศ.2463 และทรงคิดสีประจำโรงเรียนคือ สีแดง-ดำ สีแดงหมายถึงเลือกของช่าง สีดำหมายถึงไม่ใช่ช่าง เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้ช่างทั้งหลายได้มีเลือดเป็นสีแดงอยู่เสมอ อย่าให้สีแดงของช่างจางไปหรือกลายเป็นสีดำ

        ทรงขยายแผนกการค้าทรงสร้างห้องแสดงสินค้าห้องประชุมโรงเรียนจนกระทั่งนำผลกำไรจากการค้า ของโรงเรียนไปสร้างโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายขึ้นอีกโรงเรียนหนึ่ง คือ วิทยาเขตอุเทนถวาย ปัจจุบัน นั่นเอง

พ.ศ.2466-2472 ได้เปิดแผนกช่างถ่ายรูปเพิ่มขึ้นอีกแผนกหนึ่ง ซึ่งในช่วงนั้น พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัย เสด็จทอดพระเนตรกิจการของโรงเรียนเพาะช่าง

พ.ศ.2471 แผนกสถาปัตยกรรมได้แยกไปตั้งเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานช่างศิลปะในโรงเรียนเพาะช่าง ยังคงเหลืออยู่ 15 แขนง ในขณะนั้นได้แก่ ช่างวาดเขียน ช่างปั้น ช่างพิมพ์บล็อกสกรีน ช่างโลหะรูปพรรณ ( ช่างทอง ) ช่างเพชรพลอย ( เจียระไนและฝัง ) ช่างเงิน ( ขึ้นรูป-สลักดุน ) ช่างถม ช่างลงยา ช่างรัก ( ฝังมุกและลายรดน้ำ ) ช่างไม้ช่างแกะสลัก ช่างจักสาน ช่างกลึงร่างออกแบบและช่างถ่ายรูป

พ.ศ.2477 ได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยเลิกล้มแผนกฝึกหัดครู ( ครูสอนวาดเขียนตรี-โท ) เปิด เป็นแผนกมัธยมการช่าง หลักสูตร 4 ปี รับผู้สำเร็จมัธยมปีที่ 4 เข้าเรียน จบแล้วไปประกอบอาชีพช่างเขียนถ้าจะ เป็นครูก็ต้องเรียนวิชาครู ที่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมอีก 1 ปี จะได้ประกาศนียบัตรประโยคครูประถมการช่าง และได้เปิดแผนกฝึกหัดครูสตรีขึ้นอีกแผนกหนึ่งรับนักเรียนสตรีที่สำเร็จมัธยมปีที่ 6 เข้าเรียนมีหลักสูตร 2 ปี สำ- เร็จแล้วจะได้รับประกาศนียบัตรผู้สอนวาดเขียนตรี

พ.ศ.2482 เลิกล้มแผนฝึกหัดครูทั้งชาย-และหญิง จัดตั้งเป็นแผนกฝึกหัดครูประถมการช่าง หลักสูตร 3 ปี รับผู้สำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 6 ทั้งชายและหญิงเข้าเรียน ผู้สำเร็จจะได้รับประกาศนียบัตรประโยคครู ประถมการช่าง และได้แผนกไม้ไผ่ขึ้นอีกแผนกหนึ่ง

        วันที่ 5 มิถุนายน 2486 อาคารหลังกลาง คือ อาคารที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่ หัว เสด็จพระราชดำเนินมาเปิด ถูกระเบิดทำลายเสียหารหมดสิ้น ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนเพาะ ช่างต้องย้ายที่ทำการไปเปิดการสอนชั่วคราวอยู่ที่วัดนางนอง ตำบลบางค้อ เขตบางขุนเทียน ธนบุรี และต่อมาใน เดือน พฤศจิกายน 2487 อาคารริมถนนตรีเพชร ก็ถูกระเบิดทำลายลงอีก เมื่อสงครามสงบใน พ.ศ.2488 โรงเรียน ก็ได้ย้ายมาเปิดทำการใหม่ในที่ดิน โดยปลูกเพิงหลังคาจากใช้เรียนชั่วคราว

พ.ศ.2489 นายจิตร บัวบุศย์ ( ศาสตราจารย์ราชบัณฑิตประกิต บัวบุศย์ ) อาจารย์ โรงเรียนเพาะช่าง ซึ่งได้รับทุนไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ พ.ศ.2484 เดินทางกลับมาถึงได้รับมอบหมายจาก กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นผู้ออกแบบโครงการก่อสร้างอาคารโรงเรียนเพาะช่าง และได้ปรับ ปรุงหลักสูตรใหม่ โดยนำวิธีการ และหลักสูตรแผนใหม่เข้ามาใช้ในการศึกษาศิลปหัตถกรรมตามหลักอะคาเคมี ของอารยประเทศ นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ได้เปลี่ยนแปลงการศึกษาทางศิลปกรรมสากล

พ.ศ.2500 โครงการก่อสร้างโรงเรียนเพาะช่างแล้วเสร็จ ได้อาคารทรงไทยประยุกต์เป็นศรีสง่า 3 หลัง เพิ่มวิชาภาพแกะไม้ขึ้นมาสอนกันใหม่ในวิชาศิลปกรรม นำวิชาเครื่องเคลือบโลหะสอนเพิ่มในแผนกเครื่อง โลหะ วิชาการสานหวายเพิ่มในแผนกเครื่องไม้ไผ่ และ วิชาการย้อมสีลวดลายด้วยวิธีบาติกสอนเพิ่มในแผนก เครื่องทอ-ย้อม โรงเรียนเพาะช่างได้รับความนิยมอย่างสูง มีผู้สนใจเข้าเรียนเป็นจำนวนมากกระทรวงศึกษาธิการ ได้อนุมัติให้เปิดสอนทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย การศึกษาโรงเรียนได้แบ่งเป็น 3 แผนก คือ แผนกฝึกหัดครู แผนก วิจิตรศิลป และแผนกหัตถกรรม มีหลักสูตร 3 ปี และ 5 ปี

พ.ศ.2500 ได้เปิดแผนกศิลปะประยุกต์ หลักสูตร 3 ปี รับผู้สำเร็จมัธยม ปีที่ 6 ทั้งชายและ หญิงเรียนวิชาการดิน การรัก การสาน การโลหะ การทำพิมพ์ หล่อพิมพ์ และการทอพรม เพิ่มวิชาการออกแบบ ในแผนกหัตถกรรม และวิชาการทำลวดลายนูนในวิชาเครื่องรัก

พ.ศ.2502 กระทรวงศึกษาธิการอนุมัติให้สร้างอาคารศิลปประยุกต์ ( อาคารหัตถกรรม )

พ.ศ.2505 เปิดแผนกช่างบล็อกแม่พิมพ์ ขึ้นอีกเป็นวิชาเสริมหลักสูตร


พ.ศ.2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดการแสดงภาพเขียน ของ เหม เวชกร และเพื่อนพร้อมครู อาจารย์ โรงเรียนเพาะช่าง โดยจัดร่วมกับสโมสรโรตารี่แห่งประเทศไทย

พ.ศ.2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงานแสดงภาพถ่าย ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ร่วมกับโรงเรียนเพาะช่างและทรงทอดพระเนตรกิจการของโรงเรียนเพาะช่างด้วย

พ.ศ.2509 เปิดแผนกพาณิชย์ศิลป์ หลักสูตร ปวส. 2 ปี โดยยุบเลิกแผนกศิลปะประยุกต์ไปรวมกับแผนกหัตถกรรม

พ.ศ.2510 ได้งบประมาณสร้างอาคารเรียนทฤษฎีหลังใหม่ 4 ชั้น ( อาคาร 5 )

พ.ศ.2510 กระทรวงศึกษาธิการยกฐานะโรงเรียนเพาะช่างให้เป็นวิทยาลัย พร้อมกับอนุมัติให้เปิดรับนักศึกษาภาคบ่ายขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

พ.ศ.2513 ได้รับงบประมาณสร้างอาคารเรียน 4 ( อาคาร 6 )

พ.ศ.2515 ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ 3 ปี แรกจากหลักสูตร ปป.ช. และ มศ.6 เป็นหลักสูตรระดับ ปวช. แทนส่วนระดับ ปม.ช. ให้ยุบเลิกไปด้วย คงเหลือระดับ ปวส. ซึ่งยกฐานะแผนกเป็นคณะวิชาคือ คณะศิลป ประจำชาติ คณะวิจิตรศิลปกรรม คณะออกแบบ และคณะหัตถกรรมมีแผนกต่าง ๆ สังกัดอย่างเช่น ปัจจุบัน เพื่อ ขยายความต้องการครูศิลปะที่กว้างขึ้น จึงให้ผู้เรียนสำเร็จ ปวส. เข้าศึกษาต่ออีก 1 ปี ในหลักสูตรประกาศนีย- บัตรครูมัธยมศิลปหัตถกรรม ( ปม.ศ. )

พ.ศ.2517 กระทรวงศึกษาธิการอนุมัติให้เปิดสอนหลักสูตรเทียบเท่าปริญญาตรี โดยขยาย หลักสูตร ปม.ศ. ต่ออีก 1 ปี เป็นหลักสูตรประกาศนียบัตร ครูเทคนิคชั้นสูง ( ปทส. ) สาขาศิลปกรรมหลักสูตร 2 ปี

พ.ศ.2518 วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ได้จัดตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อยกฐานะทางการศึกษา ด้านวิชาชีพให้สูงถึงระดับปริญญา เปิดการศึกษา 6 สาขา รวมทั้งโรงเรียนเพาะช่างให้เปิดสายศิลปกรรมในนามคณะศิลปกรรม

พ.ศ.2519 ได้ยกเลิกหลักสูตร ปวช. และได้งบประมาณก่อสร้างอาคาร 7 ชั้น ( อาคาร 3 )

พ.ศ.2520 กระทรวงศึกษาธิการได้โอนกิจการของโรงเรียนเพาะช่าง จากกรมอาชีวศึกษาไป สังกัดวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีพศึกษา โดยมีสถานภาพเป็น “ วิทยาเขตเพาะช่าง “

พ.ศ.2523 ได้ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ เพื่อให้สอดคล้องตลาดวิชาชีพ และโครงสร้างหลักสูตร รวมของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ยกฐานะแผนกวิชาสามัญ เป็นคณะวิชาสามัญวิชาชีพร่วม เป็นคณะ วิชาสัมพันธ์วิชาชีพ และระดับ ปม.ศ. เป็นคณะวิชาศิลปกรรมศึกษา

พ.ศ.2527 ได้งบประมาณสร้างอาคารเรียน 7 ชั้น ( อาคาร 2 ) ปรับปรุงหลักสูตรระดับ ปวส.ที่ใช้มาแต่ปี 2523

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนาม วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาใหม่เป็น “ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล “ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2531

พ.ศ.2533 ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคาร 7 ชั้น ( อาคารจุฑาธุช ) งบประมาณพิเศษจาก การสนับสนุนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตพระนคร สุเทพ วงศ์กำแหง แล้วขอประทานนามอาคารจาก พระวรวงศ์พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา ว่าอาคาร “ จุฑาธุช “ ตามพระนามของ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลกกรม ขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย

พ.ศ.2535 แผนกศิลปะการถ่ายภาพได้ย้ายจากคณะวิชาวิจิตรศิลป์มาสังกัดคณะวิชาออกแบบ และคณะศิลปกรรมก็ได้ขยายที่ทำการจากวิทยาเขตเพาะช่าง เปิดทำการสอนหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี ณ ศูนย์กลางสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ตำบลคลองหก อ.ธัญบุรี จ. ปทุมธานี

พ.ศ.2537 เปิดหลักสูตรปริญญาตรีต่อเนื่อง 2 ปีหลัง (ศบ.ศิลปบัณฑิต) ในสาขาวิชาออกแบบพาณิชยศิลป์ และออกแบบพาณิชยศิลป์-ภาพถ่าย คณะออกแบบ

        ได้มีการรื้อฝื้นสร้าง "หอศิลป์ เพาะช่าง" ขึ้นมาอีกครั้ง โดยใช้บริเวณชั้นล่างของตึกคณะออกแบบ ซึ่งประตูทางเข้าอยู่ติดกับฝั่งถนนตรีเพชร เพื่อเป็นสถานที่แสดงผลงานนักศึกษาและศิษย์เก่า แก่ประชาชนและผู้ประกอบการทั่วไป รวมไปถึงการสร้างรูปหล่อของ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลกกรม ขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ขึ้นมาตรงบริเวณเสาธงหน้าบ่อเต่า โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดนิทรรศการภาพถ่าย ของสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ณ วิทยาเขตเพาะช่าง พร้อมทั้งทรงเปิดพระอนุสาวรีย์สมเด็จเจ้าฟ้า จุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย และในปีการศึกษา 2537 นี้ได้เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี ศิลปกรรมบัณฑิต สาขาออกแบบพาณิชยศิลป์-ศิลปการถ่ายภาพ หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปีหลัง

พ.ศ.2540 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จพระดำเนินเปิดนิทรรศการศิลปกรรมและวิชาการ ของอาจารย์เพาะช่าง ณ หอศิลป์เพาะช่าง ในปี พ.ศ. 2542 เสด็จฯ เปิดนิทรรศการศิลปะเด็กและเยาวชน เรื่อง “ในหลวงกับการพัฒนาสังคมไทย” วิทยาเขตเพาะช่างจัดร่วมกับมูลนิธิเพื่อสังคมไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบรอบ 72 พรรษา พ.ศ. 2542 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ได้อนุมัติโครงการเปิดสอนระดับปริญญาตรี หลักสูตร ศิลปบัณฑิต (ต่อเนื่อง 2 ปี) ภาคปกติ เพิ่มขึ้นในวิทยาเขตเพาะช่าง อีก 3 สาขา คือ สาขาวิชาหัตถกรรม สาขาวิชาศิลปะไทย และสาขาวิชาจิตรกรรม

พ.ศ.2543 เปิดสอนหลักสูตรศิลปบัณฑิต (ต่อเนื่อง 2 ปี) สาขาวิชาเครื่องโลหะและรูปพรรณ อัญมณี เพิ่มขึ้นอีก 1 สาขาวิชา การจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรีในปีนี้จึงมี 5 สาขา คือ ศิลปบัณฑิต สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์-ศิลปการถ่ายภาพ, สาขาวิชาหัตถกรรม, สาขาวิชาศิลปะไทย,สาขาวิชาจิตรกรรม และสาขาวิชาเครื่องโลหะและรูปพรรณอัญมณี

พ.ศ.2546 ปรับปรุงและซ่อมแซมองค์พระวิษณุกรรมทั้ง 2 องค์ใหม่ วิทยาเขตได้อนุมัติให้เปิดสอน หลักสูตรศิลปบัณฑิต เพิ่มอีก 3 สาขาวิชา ในหลักสูตรสายตรง 4 ปี คือ สาขา วิชาหัตถกรรม สาขาวิชออกแบบนิเทศศิลป์ สาขาวิชาเครื่องปั้นดินเผา ส่วนหลักสูตรศิลปบัณฑิต ต่อเนื่อง 2 ปี ที่เปิดสอนในปีนี้คือ สาขาศิลปะไทย สาขาจิตรกรรม สาขาโลหะรูปพรรณและอัญมณี สาขาหัตถกรรม

พ.ศ.2547 ได้มีการปรับปรุงตึกคณะออกแบบครั้งใหญ่ โดยปรับปรุงตกแต่งสถานที่รวมไปถึงอุปกรณ์การเรียนให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และวิทยาเขตได้อนุมัติให้เปิดหลักสูตรศิลปบัณฑิต 4 ปี ปกติ เพิ่มอีก 3 สาขา ได้แก่ สาขาวิชาจิตรกรรม สาขาประติมากรรม สาขาออกแบบภายใน ภาคสมทบ 2 สาขาวิชา คือ วิชาออกแบบนิเทศศิลป์ และสาขาวิชาออกแบบภายใน

พ.ศ.2548 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ได้เปลี่ยนฐานะเป็นมหาวิทยาลัย ทำให้เพาะช่างต้องเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น "มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เพาะช่าง" รวมไปถึงได้มีโครงการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรในหลายๆแขนงวิชาให้เป็นหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี และบางสาขาวิชาให้มีหลักสูตร 2 ปีหลังต่อเนื่อง ผู้อำนวยการสถาบัน ปัจจุบันคือ นายพนม พรกุล

* ข้อมูลอ้างอิงบางส่วนจาก วารสาร 84 ปี ราตรีเพาะช่าง และเว็บไซต์ http://www.pohchang.rmutr.ac.th